ลูก (ผู้) ชายหัวใจคุณพ่อ (Man and Boy)

Tony Parsons: เขียน

ภัสรี สิงหเดช: แปล

สำนักพิมพ์นานมีบุ๊คส์

 

ไม่รู้อะไรมาดลใจให้ผมเลือกหนังสือเล่มนี้มาอ่าน ทั้งที่ผมเป็นคอหนังสือแนวสืบสวนสอบสวน ลึกลับซับซ้อน หรือสยองขวัญเสียมากกว่า เวลาอ่านหนังสือแนวเรื่อยๆมาเรียงๆ จึงไม่เคยถึงครึ่งเล่มซักที

 

แต่ปรากฏว่าเรื่องนี้ผิดคาด ยิ่งอ่านก็ยิ่งซาบซึ้งกินใจ บางตอนยังแอบมีน้ำตาซึมเสียด้วยซ้ำ

 

เรื่องมีอยู่ว่า แฮร์รี่ หนุ่มโปรดิวเซอร์รายการโทรทัศน์วัยเกือบสามสิบ ผู้ซึ่งมีพร้อมทุกอย่างแล้วในชีวิต ทั้งหน้าที่การงาน จีน่าภรรยาสาวสวย แพ็ตลูกชายสุดที่รัก และพ่อแม่ที่คอยเป็นห่วงเขาเสมอ

แต่แล้วชีวิตก็พลิกผัน หลังจากที่เขาเผลอตัวเผลอใจไปมีสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานเพียงแค่ครั้งเดียว ชีวิตครอบครัวพ่อแม่ลูกที่พร้อมหน้า ก็ต้องแตกแยก เขาจึงจำเป็นต้องอยู่เลี้ยงดูลูกชายเพียงลำพัง ในระหว่างที่จีน่าตัดสินใจไปหางานทำที่ญี่ปุ่น และสัญญาว่าจะกลับมารับลูกไปอยู่ด้วยเมื่องานที่นู่นลงตัว

 

แต่ระหว่างนั้น การที่ผู้ชายคนหนึ่งจะเลี้ยงดูลูกเพียงลำพังไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเมื่อก่อนแฮร์รี่มีหน้าที่เพียงออกไปทำงานหาเงิน ส่วนจีน่ายอมทิ้งโอกาสทางหน้าที่การงานทุกอย่างที่ดูท่าว่าจะรุ่งโรจน์เสียด้วยเพื่อมาเป็นแม่บ้านอยู่ดูแลลูกอย่างเต็มตัว ทั้งแพ็ตลูกชายตัวน้อย และแฮร์รี่จึงต้องอาศัยเวลาปรับตัวเข้าหากันพอสมควร เขาต้องทำทุกอย่างที่ไม่เคยทำ ทั้งอาบน้ำ สระผม แต่งตัวให้ลูก เข้าซูเปอร์มาเกตเพื่อซื้อของใช้ ไปรับลูกที่โรงเรียน พาลูกไปกินสปาเกตตีอาหารจานโปรด พาลูกไปปั่นจักรยานในสวนสาธารณะ หรือเล่านิทานให้ฟังก่อนนอน ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องยากสำหรับผู้ชายคนหนึ่ง

 

นับวันความผูกพันระหว่างพ่อลูกเริ่มก่อตัว แฮร์รี่ดูแลแพ็ตได้อย่างดีมากในสายตาของหลายๆคน แต่แล้วจีน่าก็กลับมาเพื่อทวงสิทธิ์ความเป็นแม่ เธอต้องการให้ลูกกลับมาอยู่ด้วย สุดท้ายแล้วลูกจะได้อยู่กับใคร ต้องติดตามอ่านเอาเองครับ

 

หนังสือเรื่องนี้ให้แง่คิดและมุมมองหลายๆอย่างแก่ผู้อ่าน โดยเฉพาะผู้หญิงควรหามาอ่านเป็นอย่างยิ่ง เพราะหนังสือเล่มนี้ดำเนินเรื่องโดยให้แฮร์รี่เป็นผู้เล่า ฉะนั้นทุกอย่างที่แสดงออกมาจึงผ่านมุมมองและวิธีคิดแบบผู้ชายจริงๆ ไม่ใช่เจ้าชายในนิยายหรือนิทานปรัมปรา ไม่ว่าแฮร์รี่จะรักลูกรักจีน่ามากเท่าไหร่ แต่ผู้ชายก็ยังแอบเหล่ผู้หญิงอื่น และอยากใช้ชีวิตอย่างอิสระเสรีราวกับวัยรุ่น แต่ก็ใช่ว่าเขาจะร้ายกาจจนเป็นเสือผู้หญิง หากแต่ก็ยังมีอีกมุมที่อ่อนไหว ว้าเหว่ ขี้เหงา อยากมีใครสักคนอยู่ข้างๆ และที่สำคัญที่สุดคือ ลูก

 

มีอยู่ตอนหนึ่งที่ผมประทับใจมาก แฮร์รี่บอกว่า

ผมมองเห็นแล้วว่าที่ผ่านมาผมไม่ดีเลย ไม่มีความอดทนเพียงพอ มัวแต่คิดถึงจีน่า... ไม่ได้เฝ้าดูแพ็ตใกล้ชิดเท่าที่ควร... ผมปฏิเสธความผิดเหล่านั้นไม่ได้ แต่ผมรู้แล้วว่าผมสามารถเลี้ยงดูลูกได้ ถึงแม้มันอาจจะไม่สมบูรณ์แบบ ผมอาจจะบกพร่องในการทำหน้าที่พ่อบ้างเช่นเดียวกับที่เคยบกพร่องในหน้าที่สามี แต่เป็นครั้งแรกที่ผมตระหนักว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับการเป็นผู้ชาย

 

อีกคำนิยามหนึ่งที่เป็นจุดขายของเรื่องนี้ ซึ่งแม่เป็นคนสอนแฮร์รี่ หลังจากที่พ่อจากไปไม่นาน

ความรัก คือ การรู้จักปล่อยวางเมื่อถึงเวลา

 

 

 

จอลลี่แบร์ กับ แม่ผม

posted on 09 Oct 2009 01:44 by thierrysan

- คิดถึงร้านขนมป้าดาหน้าโรงเรียนอนุบาลสมัยยังเด็ก

- คิดถึงผู้หญิงคนหนึ่งที่ชอบซื้อจอลลี่แบร์ให้ผม

- คิดถึงเธอที่ชอบซ่อนจอลลี่แบร์ไว้ในตู้กับข้าว

- คิดถึงเสียงเธอเวลาชวนผมไปกินจอลลี่แบร์

- คิดถึงรอยยิ้มของเธอเวลามองผมเคี้ยวจอลลี่แบร์

- คิดถึงเธอที่ซื้อจอลลี่แบร์ซองละแค่ 1 บาทให้ผม

- คิดถึงเธอที่ทิ้งให้ผมร้องไห้อยู่หน้าร้านป้าดา เพราะรบเร้าจะเอาจอลลี่แบร์ซองละ 5 บาท

- คิดถึงสีสันสดใสของจอลลี่แบร์

- คิดถึงกลิ่นผลไม้หอมๆของจอลลี่แบร์

- คิดถึงรสชาติของจอลลี่แบร์ที่หวานนุ่มลิ้น

 

- วันนี้ผมเข้าไปซื้อจอลลี่แบร์ในเซเว่นฯมากิน

- วันนี้ผมได้ลิ้มรสนุ่มลิ้นของจอลลี่แบร์

- วันนี้ผมได้กลิ่นของอดีตอันหอมหวานราวกับรสผลไม้ของจอลลี่แบร์

- วันนี้ผมได้เคี้ยวจอลลี่แบร์ซองละ 5 บาทสมใจ

- วันนี้ยังมีจอลลี่แบร์ แต่ไม่มีเธออีกแล้ว

- วันนี้ผมอยากบอกว่า คิดถึงจอลลี่แบร์ที่แม่ซื้อให้ครับ

 

 

 


 

หาย (Gone for good)

posted on 09 Oct 2009 01:29 by thierrysan  in book

 

 

ฮาร์ลาน โคเบน : เขียน

อริณี เมธเศรษฐ : แปล

แพรวสำนักพิมพ์

 

ผมเคยอ่านงานของโคเบนอีกเรื่องหนึ่งชื่อ "อย่าบอกใคร" (Tell no one) ปรากฏว่าช่วงนั้นงานยุ่งมาก จนต้องคืนร้านเช่าหนังสือไปก่อน มาพักนี้เริ่มพอว่าง (ไม่ถึงกับว่างมากนัก แต่ก็อดไปหาหนังสือมาอ่านไม่ได้ แหะๆๆ) เลยลองหยิบเรื่องนี้ซึ่งเป็นนักเขียนคนเดียวกันมาอ่าน ก็ไม่ทำให้ผิดหวังเลย งอมแงมตั้งแต่หน้าแรกเลยทีเดียว

 

ปกหลังของหนังสือโปรยว่า

"ตั้งแต่เด็กมาแล้วที่วิลล์ ไคลน์ มองเคนพี่ชายของตนเป็นฮีโร่ตลอดมา จนกระทั่งมีผู้พบศพเเฟนเก่าของวิลล์ถูก "ฆ่าข่มขืน" ในห้องใต้ดินที่บ้านของเธอเอง เคนตกเป็นผู้ต้องสงสัย แล้วเขาก็หายตัวไป ไม่มีใครในครอบครัวได้ยินข่าวคราวของเขาอีก ทุกคนรวมทั้งวิลล์เชื่อว่าเขาคงตายไปแล้ว

สิบเอ็ดปีต่อมา วิลล์ผู้ซึ่งเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ของพี่ชายเสมอมา พบหลักฐานว่าเคนยังมีชีวิตอยู่ ขณะที่เขารู้สึกเหมือนถูกทรยศอีกครั้ง และแล้วแฟนคนปัจจุบันของเขาก็หายตัวไป ทิ้งหลักฐานไว้มากมายว่าตัวเธอไม่ใช่คนที่วิลล์เชื่อตลอดมาว่าเธอเป็น เรื่องราวลึกลับสองเรื่องเข้ามาแปรเปลี่ยนชีวิตของเขา และเมื่อความลับเริ่มคลี่คลายขึ้นมาทีละอย่าง วิลล์ก็ได้รู้ความจริงที่น่าตื่นตะลึงของคนที่เขารัก พี่ชาย และแม้กระทั่งตัวของเขาเอง เขารู้ดีว่าต้องสืบไปจนถึงที่สุด เพราะความจริงที่เลวร้ายที่สุดยังไม่เปิดเผย...

 

สิ่งที่โดดเด่นที่สุดของเรื่องนี้ที่ผมรู้สึกได้คือ สำนวนการแปลที่เยี่ยมยอด กระชับฉับไว เหมาะกับเนื้อเรื่องที่มีการคลายปมทีละเปราะๆอยู่ตลอดเวลาแทบทุกหน้าก็ว่าได้ เป็นการพลิกความคาดหมายของผู้อ่านอย่างยากที่จะคาดเดา

 

ผู้เขียนนำความสัมพันธ์ของตัวละครมาผูกโยงเรื่องได้อย่างแยบยลจนเป็นบ่อเกิดของปมทั้งหมดของเรื่อง แต่ผมคิดว่านี่เป็นข้อเสียอย่างหนึ่งที่ทำให้ตัวละครใหม่ๆในเรื่องผุดขึ้นมาราวกับดอกเห็ด จนทำเอานักอ่านความจำสั้นอย่างผมถึงกับสับสนมึนงง จำตัวละครสลับกันไปมา เพราะตัวละครเหล่านี้เผอิญมีความใกล้ชิดสนิทสนมกันเกินไป หรือบางตัวละครก็มีชื่อที่คล้ายกันมาก บางครั้งผู้เขียนก็สร้างตัวละครขึ้นมามากเกินความจำเป็นไปหน่อย

 

ที่ผมประทับใจอย่างหนึ่งในเรื่องนี้ก็คือ ความสัมพันธ์ที่แนบชิดอบอุ่นของคนในครอบครัว บางตอนอ่านไปอ่านมาทำเอาผมซึ้งจนน้ำตาซึม โดยเฉพาะฉากที่เคนได้กลับมาเจอหน้าทุกคนในครอบครัวอีกครั้งในรอบสิบเอ็ดปี เขาโผเข้ากอดวิลล์น้องชายตัวเองอย่างสุดแรง แล้วทั้งสองก็หยอกล้อเล่นกันเหมือนที่เคยทำกันเมื่อสมัยเด็กๆ เป็นภาพที่หายากในงานเขียนของชาวตะวันตก

 

ยังไงลองหามาอ่านกันดูนะครับ โดยเฉพาะหนอนหนังสือแนวลึกลับสืบสวนสอบสวน รับรองไม่ผิดหวัง

Calories Blah Blah Unplugged Concert

posted on 01 Sep 2009 19:03 by thierrysan  in concert

อยู่ๆผมก็เห็นโฆษณา vcd คอนเสิร์ตของแคลอรี่ส์ บลา บลา ทั้งๆที่ไม่รู้มาก่อนเลยว่าแคลอรี่ส์ฯ

มีคอนเสิร์ตใหญ่ของตัวเองตั้งแต่เมื่อไหร่ ที่จริงผมก็ค่อนข้างติดตามวงการเพลงอยู่ตลอดนะ

แสดงว่าแกรมมี่ไม่ค่อยทุ่มงบโปรโมทคอนเสิร์ตนี้เท่าไหร่ (น่าเสียดาย)

 

ผมก็เลยซื้อมาไว้สะสมจนได้ ฮิๆๆ

ชื่อคอนเสิร์ตก็บอกอยู่แล้วว่า Unplugged concert ก็ต้องเป็นเพลงฟังสบายๆแน่นอน

ผู้ชมก็เตรียมดื่มด่ำกับเพลงเพราะๆและน้ำเสียงใสๆของป๊อบได้เลย

 

คอนเสิร์ตนี้จัดขึ้นที่ Centerpoint Playhouse @ Central World ซึ่งเป็นเวทีเล็กๆ

เหมาะกับคอนเสิร์ตที่เน้นเสียงร้องของนักร้องมากกว่าการโชว์เอ็ฟเฟคท์ที่ตื่นตาตื่นใจ

(ได้ข่าวว่าเดี๋ยวนี้แกรมมี่หันมาจัดคอนเสิร์ตเล็กๆใกล้ชิดกับคนดูมากขึ้น เน้นต้นทุนต่ำ

แต่ก็ทำให้สามารถจัดได้บ่อยขึ้นเช่นกัน)เวทีจัดได้สวยงามพอใช้ ออกแนวน่ารัก

เข้ากับป๊อบและวินที่ดูยังไงก็เหมือนการ์ตูน (ไม่รู้ทำไมผมถึงรู้สึกอย่างนั้น)

บวกกับแบ็กอัพที่มีเครื่องเป่ามาช่วย กึ่งๆจะเป็นเร็กเก้สกาอยู่แล้ว

 

เสียงร้องของป๊อบไม่ทำให้ผิดหวังอยู่แล้ว ร้องเพลงอะไรก็เพราะไปหมด

นับว่าเป็นนักร้องรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพคนหนึ่งของวงการเลยทีเดียว

แต่เพลงที่นำมาร้องในคอนเสิร์ตนี้ค่อนข้างธรรมดา ราบเรียบ สบายๆไปหน่อย

ดูไปดูมาก็เบื่อๆอยู่บ้าง หรือบางเพลงก็หน่อมแน้มมาก อย่าง รักแท้ยังไง ของน้ำชา

หรือ ห้ามทิ้ง ของ อะตอม ไมค์ำำไอดอล น่าจะเลือกเพลงที่ให้ป๊อบได้โชว์พลังเสียงที่มีอยู่เต็มเปี่ยมมากกว่า

เอาแบบกรีดอารมณ์กันไปข้างหนึ่งเลยดีกว่า ผมว่าน่าจะทำให้คนดูเคลิ่มจนคล้อยตามได้ไม่ยาก

บวกกับเวทีที่แต่งแบบเรียบๆง่ายๆ ไม่มีแม้แต่จอกราฟฟิกที่เป็นฉากหลัง ทำให้อารมณ์คนหลุด ไม่ซึ้งตาม



 

 

 

 

 

 

 

 

แขกรับเชิญ คือ โอ๊ค สมิทธิ์ และ ว่าน ธนกฤต คนแรกพกพาความหล่อนำเสียงร้อง (แต่ก็ไม่เลวร้ายนะ)

ส่วนว่าน ไหงออกมาท้ายแผ่นเป็น Bonus track (คือเ้ขาตัดเพิ่มมาให้ดูน่ะ)

 

ส่วนสคริปต์ก็ค่อนข้างจะแป๊กไม่ว่าจะเป็นมุขไหน ซึ่งผมก็แปลกใจ

เพราะปกติเห็นป๊อบออกรายการอะไรก็ดูจะเป็นคนพูดตลกนะ ดูมีจังหวะจะโคนในการรับส่งมุข

แต่ทำไมคอนเสิร์ตตัวเอง คนดูกลับไม่ฮาตาม  

รวมๆแล้วก็พอดูได้ แต่ไม่สามารถดึงอารมณ์ผมได้ ฮ่าๆๆ ให้คะแนนสองดาวครึ่งละกัน

ปล.นี่เป็นเพียงความเห็นและความรู้สึกส่วนตัวผมเท่านั้นนะครับ

ยังไงลองหามาดูกัน ซื้อของแท้ดีกว่า แผ่นผีดูแล้วกระตุก ฟันเฟิร์ม!!!
 

 


 

edit @ 1 Sep 2009 22:41:43 by Thierry San

เส้นรอบวงของหนึ่งวัน

posted on 01 Sep 2009 00:16 by thierrysan  in book

วินทร์ เลียววาริณ เขียน

ไม่แน่ใจว่าเป็นผลงานล่าสุดของวินทร์ เลียววาริณ รึเปล่า

ต้องบอกเลยว่า สิ่งที่ทำให้ผมต้องยื่นมือไปหยิบหนังสือของวินทร์ทุกครั้ง ก็เพราะหน้าปกที่เตะตา น่าสนใจ และคิดตามว่าเขาต้องการนำเสนออะไร ซึ่งเล่มนี้ก็เช่นเดียวกัน

"เ้ส้นรอบวงของหนึ่งวัน" คำนี้น่าคิด ผู้เขียนกล่าวว่า มนุษย์เราก็มี "เส้นวงปี" เหมือนต้นไม้ ซึ่งวงปีของคนเรามีไว้บ่งบอกลักษณะและวิธีใช้ชีวิตของคนคนนั้น คนเราไม่ต่างจากต้นไม้ เพราะต่างก็ดำเนินชีวิตอยู่บนโลก บางคนอยู่อย่างสุขสบาย บางคนกลับต้องดิ้นรนอย่างเหน็ดเหนื่อย ผมชอบประโยคของผู้เขียนที่กล่าวว่า "วงปี วงเดือน วงวัน วงนาทีของแต่ละคนยาวเท่ากัน แต่กลับไม่เท่ากัน วงปี วงเดือน วงวัน วงนาทีของแต่ละคนยาวพอที่จะเกิดเหตุการณ์และการกระทำต่างๆมากมาย บางเหตุการณ์อาจเปลี่ยนชีวิตจากหน้ามือเป็นหลังมือ บางการกระทำอาจเปลี่ยนทั้งชีวิตของตัวเองและผู้อื่น"

พูดง่ายๆคือ "เส้นรอบวงของหนึ่งวัน" เล่มนี้ เป็นการจำลองรูปแบบชีวิตที่หลากหลายในหนึ่งวันนั่้นเอง

ลักษณะเด่นที่วินทร์ชอบนำมาใช้ในการเล่าเรื่อง คือการใช้ภาพประกอบ บวกกับคำอธิบายที่ไม่ยาวมาก แต่เปี่ยมไปด้วยแง่คิดอย่างอัศจรรย์

ใครที่ขี้เกียจอ่านหนังสือหนาๆ ลองหามาอ่าน รับรอง...อ่านน้อย แต่ได้เยอะ


 

 

ลางสังหรณ์ (The Foreshadowing)

posted on 30 Aug 2009 19:45 by thierrysan  in book

มาร์คัส เซดจ์วิก: เขียน
ศุภณัฏฐ์ พิศาลไชยผล: แปล
แพรวสำนักพิมพ์

หลังๆมานี้ไม่รู้เป็นอะไร ติดหนังสือของอมรินทร์ฯ อ่านแล้ววางไม่ลงจริงๆแฮะ

เช่นเล่มนี้แค่ชื่อกับปกก็ชวนสะพรึงกลัว ดูเร้นลับ และน่าค้นหาแล้วล่ะ

นกที่เห็นบนปก คือ นกราเวน (ผู้เขียนกล่าวไว้ท้ายเล่มว่า ราเวน คือ Corbeau ในภาษาฝรั่งเศส หรือ Cornaille ในภาษาถิ่นของปิการ์ดี) ซึ่ง อเล็กซานดรา ฟอกซ์ มักจะฝันถึง ซึ่งนั่นหมายถึงความตายที่กำลังจะเกิดขึ้นกับใครคนหนึ่ง

แน่นอนว่า หญิงสาวอายุสิบเจ็ดคนนี้ เป็นผู้ที่มีลางสังหรณ์ สามารถเห็นเหตุการณ์ล่วงหน้า และทุกเรื่องที่เธอล่วงรู้ก่อน ล้วนเกี่ยวข้องกับความตายทั้งสิ้น

ความสามารถพิเศษด้านนี้ไม่ใช่สิ่งที่เธอพอใจหรือปรารถนาเลย แต่กลับทำให้เธอรู้สึกอึดอัดจนแทบจะเป็นบ้าเสียด้วยซ้ำ เพราะเธอไม่อาจระบายให้ใครฟังได้ ทุกคนต่างคิดว่าเธอเพ้อเจ้อ เสียสติ แม้แต่พ่อแ่ม่ของเธอเองก็ตาม จนเธอเปรียบตัวเองเหมือนคัสแซนดรา (Cassandra) ธิดากษัตริย์ไพรอัมในปกรณัมกรีก เธอเป็นนักพยากรณ์ที่ถูกเทพอพอลโลสาปไม่ให้มีใครเชื่อคำทำนายของเธอ

นับวันเธอจะยิ่งมีนิมิตทีชัดเจนขึ้นทุกที คล้ายกับเป็นเรื่องจริงที่อยู่ตรงหน้า โดยเฉพาะการรู้ล่วงหน้าว่าพี่ชายทั้งสองของเธอจะต้องตายในสนามรบ เธอพยายามจะเล่าให้ทั้งพ่อและแม่ฟัง ทว่าทั้งสองไม่เปิดโอกาส จนในที่สุดเธอจึงตัดสินใจทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยทอมให้รอดก่อนที่ความตายจะมาเยือนเขา แต่จะสำเร็จหรือไม่ ต้องติดตามเอาเองนะครับ

ดูเหมือนว่าเรื่องนี้ต้องการจะบอกกับเราว่า
"อนาคตอาจเ็ป็นสิ่งที่ถูกกำหนดมาแล้ว เราจึงไม่สามารถไปเปลี่ยนแปลงอะไรได้อีก
แต่บางที...
อนาคตอาจเป็นเพียงความเป็นไปได้ ที่เราสามารถไปกำหนดให้มันเป็นไป"

ปล.ชอบสำนวนการแปลของเรื่องนี้ ที่ใช้คำได้สละสลวย อ่านได้ลื่นไหลมากครับ


 

 

หนี (Fake ID)

posted on 28 Aug 2009 22:02 by thierrysan  in book

วอลเทอร์ ซอร์เรลส์: เขียน
ปัทมา อินทรรักขา: แปล
แพรวสำนักพิมพ์

เอาอีกแล้วกับหนังสือแนวสืบสวนสอบสวนที่ผมโปรดปรานเสียเหลือเกิน

หน้าปกเล่มนี้เป็นไปตามแบบฉบับของหนังสือแนวสืบสวนสอบสวน ด้วยโทนสีมืดๆทึมๆ ดูน่าค้นหา เหมาะกับชื่อเรื่อง

เรื่องมีอยู่ว่า...แชสทิที เพียวร์ฮาร์ท สาววัยสิบหก และแม่ของเธอเพิ่งเดินทางมาอยู่ที่ไฮโฮปส์ แอละแบมา เมื่อสามปีที่แล้ว และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกของการเดินทางอพยพย้ายถิ่นฐานของทั้งสองแม่ลูกคู่นี้ ทุกครั้งที่เปลี่ยนถิ่นฐานนั่นคือการต้องเปลี่ยนชื่อ แน่นอนว่า แชสทิที เพียวร์ฮาร์ท ไม่ใช่ชื่อที่แท้จริงของเธอ นับแต่จำความได้เธอเปลี่ยนชื่อมาแล้วหลายครั้ง ทว่ากลับไม่รู้จักชื่อที่แท้จริงของตน นั่นเพราะความจำเป็นบางอย่างที่แม่ของเธอต้องทำ ทั้งสองหนีไปทั่วสารทิศ พร้อมกับบัตรประจำตัวและหลักฐานต่างๆที่ปลอมขึ้นเอง อะไรที่ทำให้แม่ของเธอต้องทำเช่นนั้นต้องติดตามหาอ่านครับ

เนื้อเรื่องโดยรวมน่าิติดตามและค่อยๆคลายปมตลอดทั้งเล่ม ต้องบอกเลยว่าแปลดีไม่มีติดขัด อ่านลื่นไหลมาก แต่บางสำนวนก็ติดวัยรุ่นจ๋า อาจจะเพื่อให้กลมกลืนกับแชสทิทีตัวละครเอกซึ่งเป็นเด็กสาวอายุสิบหก และหลากฉากก็คือโรงเรียนมัธยมและเพื่อนๆของเธอที่ค่อนข้างจะเป็นยายตัวร้าย แสบๆกันทั้งนั้น จนบางทีเอาไปเอามาผมยังรู้สึกเหมือนอ่านพวกนิยายวัยรุ่นก๋ากั่นที่ขับรถยนต์ราคาแพง พากันหนีเที่ยวสำมะเลเทเมายังไงยังงั้น ซึ่งไม่ค่อยเข้ากับหน้าปกหนังสือที่ดูเหมือนจะมีตัวละครที่อยู่ในวัยทำงานเสียมากกว่า

ปมที่ถูกคลายของเรื่องพอจะทำให้ตกใจได้พอหอมปากหอมคอ แต่ยังไม่ถึงขั้นคาดไม่ถึง รู้สึกว่าเรื่องจะเฉลยเร็วเกินไปหน่อย จากนั้นแม่ของแชสทิทีเพิ่งค่อยเล่าอธิบายความเป็นมาของเหตุการณ์อยู่ท้ายๆเล่ม จึงทำให้ผมขี้เกียจอ่านอยู่บ้าง ก็ในเมื่อเหตุการณ์มันจบไปแล้วนี่นา

สรุปแล้วผมขอให้สามดาว แต่นี่เป็นเพียงความเห็นส่วนตัว ยังไงลองหาอ่านดูนะครับ

 

 

 

edit @ 30 Aug 2009 19:41:20 by Thierry San